การ ad โฆษณาในยุคปัจจุบัน “เว็บไซต์” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เปรียบเสมือนหน้าร้านบนโลกออนไลน์ ซึ่งการจะยิง ad โฆษณาโปรโมทเว็บไซต์เพื่อขยายฐานลูกค้านั้นสามารถทำได้หลายวิธี และการทำ SEO กับ SEM ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม งั้นเราลองมาดูกันว่า SEO กับ SEM นั้นมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และแบบไหนดีกว่ากัน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจความหมายของทั้งสองตัวนี้กันก่อนว่าแต่ละตัวคืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization

คือ การทำโฆษณาอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของกูเกิ้ล เมื่อมีการใช้คีย์เวิร์ดที่กำหนดไว้โดยไม่ต้องซื้อ ad โฆษณา แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ อย่างบทความ ซึ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  • SEO Onsite, On Page คือการเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของข้อความทั้งหมดที่เราควบคุมแก้ไขได้บนเว็บไซต์ซึ่งในที่นี้รวมถึงบทความประเภทบล็อกด้วย โดยจะต้องมีการแทรกคำค้นหาหลักกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ บนเว็บไซต์แต่ละหน้าในปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปด้วย มีจุดประสงค์เพื่อการปรับปรุง เตรียมพร้อม จัดระเบียบเว็บไซต์และยังเป็นการเตรียมข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาบนเว็บไซต์ผ่านช่องทางการค้นหาซึ่งจะช่วยให้ Google Bot สามารถตรวจสอบเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้นและมีผลต่อคะแนนเว็บไซต์ด้วย
  • SEO Outreach, Off Page, Link Building คือการนำส่งบทความที่มีการแทรกคีย์เวิร์ดพร้อมกับลิงก์ที่ชี้กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของเรา ซึ่งเนื้อหาในบทความต้องสอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกับหน้าเว็บไซต์ที่ลิงก์กลับมาด้วย ขั้นตอนนี้จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือจากนอกเว็บไซต์ของเราเพราะกูเกิ้ลมักจะให้คะแนนกับเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์เดียวกันเพียงอย่างเดียว

 

ข้อดีของการทำ SEO คือ ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะสามารถทำเองได้ ช่วยสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันที่โดดเด่นกว่าธุรกิจประเภทเดียวกัน และหากมีคอนเทนต์ที่ดี มีเอกลักษณ์ก็จะสามารถติดอันดับได้นานยิ่งขึ้น

ข้อเสียของ SEO คือ เป็นการสร้างผลการค้นหาที่ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถกำหนดได้ว่าเว็บไซต์จะติดอันแรกบนหน้าค้นหาภายในระยะเวลาเท่าไร และหากเราทำ backlink กับเว็บไซต์ที่คุณภาพไม่ดี ก็มีโอกาสที่อันดับของเว็บไซต์เราจะตกได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

เป็นการทำการตลาดบน Search Engine โดยมี 2 วิธีการหลักๆ คือ การทำ SEO และ PPC หรือ Pay Per Click คือการซื้อ ad โฆษณาโดยการเก็บเงินตามจำนวนคลิก ซึ่งผู้ทำจะต้องประมูลคีย์เวิร์ดเพื่อที่จะให้ ad โฆษณาปรากฎเมื่อมีการค้นหาใน Search Engine นั้นๆ โดย ad โฆษณาจะแสดงที่ตำแหน่งใดนั้นจะถูกกำหนดโดยค่าประมูลที่เรียกว่า Max. CPC หรือ Maximum Cost Per Click คือการกำหนดเพดานราคาที่เราจะต้องจ่ายให้กับกูเกิ้ล ว่าต้องจ่ายครั้งละไม่เกินเท่าไหร่ รวมไปถึง Quality Score ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัย หากคีย์เวิร์ดที่ประมูลตรงกับสิ่งที่ขึ้น ad โฆษณาและตรงกับหน้าเว็บไซต์ ก็จะได้คะแนนที่สูงกว่า การประมูลคำที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ ad โฆษณาจึงทำให้ค่า CPC ของแต่ละคีย์เวิร์ดไม่เท่ากันยิ่ง คีย์เวิร์ดไหนเป็นที่นิยม มีคนค้นหามาก คู่แข่งในการประมูลมาก ราคาประมูลของคำนั้นๆ ก็จะสูงตามไปด้วย

ข้อดีของการทำ SEM คือ สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการนาน ปรับเพิ่มคีย์เวิร์ดได้ตลอดเวลา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสามารถวัดผลออกมาเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อได้

ข้อเสียของ SEM คือ มีค่าใช้จ่ายในการทำ ad โฆษณาที่ค่อนข้างสูง รวมถึงมีการแข่งขันสูงในคีย์เวิร์ดที่เป็นที่นิยม ทำให้ราคาไม่แน่นอน เสียเงินทุกครั้งที่มีคนคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์ อีกทั้งยังไม่สามารถการีนตีได้ด้วยว่าผู้ที่คลิกเข้ามาจะซื้อสินค้าของเราหรือไม่

จึงสรุปได้ว่า SEO กับ SEM เป็นของสองสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป เพราะการทำ SEO นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าจะเริ่มเห็นผล อย่างต่ำก็ประมาณ 6 เดือน เสียเงินครั้งเดียวจบ PPC จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้ ad โฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพและกระจายสู่ลูกค้าเป้าหมายได้ง่าย สะดวก และระยะเวลาสั้นกว่า และเมื่อเว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดีจากการทำ SEO ก็จะส่งผลให้ Quality Score ของคำที่ประมูลในแคมเปญ PPC ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย