การแข่งขันที่สูงบวกกับราคาโฆษณาที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ส่งผลให้การเลือกทำโฆษณาแต่ละครั้งสำคัญมาก เริ่มจากการตรวจสอบจุดประสงค์ของแบรนด์ก่อนว่าต้องการอะไร สร้างการรับรู้ สร้างกระแส หรือสร้างยอดขาย เป็นต้น หลังจากนั้นค่อยมาเลือกว่าการทำ ad โฆษณาแบบไหนเหมาะสมกับการทำธุรกิจของคุณจริงๆ เพราะฉะนั้นลองมาทำความรู้จักกับรูปแบบโฆษณาต่างๆ กันก่อนดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

Google Adwords คือการลง ad โฆษณาบนเว็บไซต์ของกูเกิ้ลเป็นวิธีที่ทำให้ลูกค้าเจอกับเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น และยังได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายจริงอีกด้วย ถ้าเปรียบเป็นทำเลก็ถือเป็นทำเลที่ดีที่สุด เพราะได้อยู่ในหน้าแรกๆ ของเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ที่มีจำนวนผู้เข้าใช้มากที่สุด และยังสามารถกำหนดการตั้งค่าต่างๆ ได้ด้วย เช่น Keyword คำที่ใช้ค้นหา ขอบเขตที่ตั้ง ช่วงเวลา สามารถวัดผล ad โฆษณาจากการสรุปผลลัพธ์ของ Google ออกมาในรูปแบบของรายงานสถิติ และยังสามารถปรับเปลี่ยนข้อความเพื่อดึงดูดใจลูกค้าได้เรื่อยๆ อีกด้วย

การลง ad โฆษณากับ Google Adwords จะช่วยเพิ่มยอดขายให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อจำกัดแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือค่าโฆษณาที่จะถูกคิดเป็นราคาต่อคลิก และยังต้องประมูลแข่งกับ ad โฆษณา อื่นๆ ด้วย ซึ่งถ้าหากราคาต่อคลิกของเราน้อยกว่าคนอื่น ตำแหน่งในการแสดงผลก็จะถูกปรับลงด้วยเช่นกัน

SEO หรือ Search Engine Optimization นั่นก็คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ปรากฎอยู่ในอันดับต้นๆ ของหน้า search engine ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากแบรนด์ถูกพบเห็นเป็นอันดับต้นๆ ของกูเกิ้ลโอกาสในการถูกเลือก ถูกคลิกเข้าชมเพื่อตัดสินใจซื้อจากลูกค้าก็จะยิ่งมีมากขึ้น

GDN หรือ Google Display Network คือ ad โฆษณาเชิงรุงเพื่อโปรโมทหรือเพื่อปรากฎต่างเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรของกูเกิ้ลมีทั้งแบบป้าย โฆษณาออนไลน์ แบนเนอร์ ข้อความ คลิปโฆษณา เป็นต้น ซึ่งการทำ ad โฆษณาแบบ GDN จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างการรับรู้แบรนด์ การเข้าถึง และการถูกซื้อได้เร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และสามารถเลือกประเภทของเว็บไซต์ที่อยากให้ GDN ไปปรากฎได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถทำ Re-Marketing ให้ ad โฆษณานั้นไปแสดงซ้ำๆ ให้กับคนที่เคยเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณได้ด้วย ถือเป็นการลงทุนที่ต่ำมากหากเทียบกับการเสีย ad โฆษณาเพื่อกระจายตามเว็บต่างๆ

Youtube ก็ถือเป็นการทำ ad โฆษณาผ่าน Google Adwords เช่นกัน หรือก็คือการทำ GDN ในรูปแบบ ad โฆษณาวิดีโอที่มีทั้งแบบวิดีโอความยาวมากกว่า 12 วินาที (สามารถกดข้ามได้) และแบบวิดีโอสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 6 วินาที (กดข้ามไม่ได้) ซึ่งทั้ง 2 แบบเหมาะกับการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ สามารถทำให้คนรู้จักในวงกว้าง และถ้าทำวิดีโอให้น่าสนใจก็อาจติดหูคนจนเกิดอิมแพคดีๆ ได้ด้วยเช่นกัน

Facebook Ads เป็น ad โฆษณาที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมีผู้ใช้งานที่เยอะ ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงลูกค้า ทำให้ลูกค้ามองเห็น และสร้างโอกาสในการซื้อได้เป็นจำนวนมากผ่านหลากหลายวิธีการทำ ad โฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการ Boots Post, Page Like, Clicks to Website, Website Conversions เป็นต้น

Instagram คือการทำ ad โฆษณาผ่านรูปภาพหรือคลิปวิดีโอสั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่น ความสวยความงาม สามารถทำ ad โฆษณาได้ทั้งทาง Instagram Business หรือทาง Facebook ก็ได้ และยังสามารถเพิ่มปุ่มที่จะเชื่อมไปยังเว็บไซต์หรือช่องทางการติดต่ออื่นๆ ได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนที่เราหยิบขึ้นมาอธิบายเพียงเท่านั้น เพราะ ad โฆษณาแต่ละแบบ ต่างก็ให้รูปแบบ ผลลัพธ์ และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนที่จะทำ ad โฆษณา สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากๆ เลยก็คือผลลัพธ์ที่คุณต้องการ เพราะถ้าหากทราบตรงจุดนี้แล้ว เราก็จะสามารถก้าวไปสเต็ปต่อไปเพื่อเลือกรูปแบบ ad โฆษณามาใช้ได้อย่างเหมาะสมจริงๆ แน่นอน